Black Ribbon

ETS ยุโรป 'ภาษีคาร์บอน' อย่างเดียวไม่พอ-โอกาสทองของ 'คาร์บอนเครดิตไทย' สู่เวทีโลก

08 มิถุนายน 2569
ETS ยุโรป 'ภาษีคาร์บอน' อย่างเดียวไม่พอ-โอกาสทองของ 'คาร์บอนเครดิตไทย' สู่เวทีโลก
  • กลไกราคาคาร์บอนของสหภาพยุโรป (EU ETS) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งมีต้นทุนสูงและอาจนำไปสู่การย้ายฐานการผลิต
  • ยุโรปจึงต้องปรับกลยุทธ์โดยหันมาใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงปารีส (Article 6) เพื่อลงทุนในโครงการลดคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าในต่างประเทศ
  • สถานการณ์นี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิต (T-VER) ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดโลกและดึงดูดการลงทุน

กลไกราคาคาร์บอน ของยุโรปที่เคยเป็นต้นแบบความสำเร็จมานานกว่าสองทศวรรษ กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฟสต่อไปขยับเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมหนักและวิถีชีวิตประชาชน

ซึ่งมีต้นทุนที่สูงลิ่วและอ่อนไหวต่อมิติทางการเมือง นักวิเคราะห์ชี้ EU ต้องเร่งปรับกลยุทธ์เชื่อมโยง "ตลาดคาร์บอนสากล" ภายใต้ความตกลงปารีส ข้อ 6 (Article 6) ด้านผู้เชี่ยวชาญมองนี่คือโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิต T-VER เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

ยุคสมัยแห่งการ "เปลี่ยนผ่านที่ยากลำบาก" ของยุโรป

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU Emissions Trading System หรือ EU ETS) ได้รับการยอมรับว่าเป็นตลาดคาร์บอนที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก สามารถลดการปล่อยมลพิษในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปในปี พ.ศ. 2569 ยุโรปได้ผ่านพ้นเฟสแรกที่ทำได้ง่าย เช่น การเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานขั้นต้นไปแล้ว

ความท้าทายในปัจจุบันคือ "การลดคาร์บอนในส่วนที่เหลือ" ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนักที่ลดละได้ยาก (Hard-to-abate sectors) เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์ รวมถึงภาคการขนส่งและครัวเรือน ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่าเดิมมหาศาล

การพึ่งพาเพียง "ราคาคาร์บอนที่สูงขึ้น" เริ่มส่งผลกระทบสะท้อนกลับ (Backlash) ในสองมิติหลัก

ไม่ว่าจะเป็น ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงทุนในการเปลี่ยนผ่าน เช่น การซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้ต้องแบกรับภาระค่าพลังงานที่สูงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม

และ การย้ายฐานการผลิต (Carbon Leakage) อุตสาหกรรมหนักในยุโรปต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอื่น จนอาจนำไปสู่การปิดตัวหรือย้ายฐานการผลิตออกนอก EU ซึ่งไม่ได้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาพรวมของโลก แต่เป็นการย้ายจุดปล่อยเท่านั้น

ทางออกคือ "ความร่วมมือระหว่างประเทศ" (Article 6)

เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนทางการเมือง ยุโรปจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่นควบคู่ไปกับภาษีคาร์บอน หนึ่งในนั้นคือการหันมาให้ความสำคัญกับ Article 6 ของความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยเฉพาะหลังจากเกิดข้อตกลงที่เข้มงวดขึ้นในการประชุม COP26 ที่กำหนดให้ต้องมีการ "ปรับแก้บัญชีให้สอดคล้องกัน" (Corresponding Adjustments) เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนับซ้ำ (Double Counting)

กลไกนี้ช่วยให้ประเทศใน EU สามารถลงทุนในโครงการลดคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าในประเทศกำลังพัฒนา เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน หรือการฟื้นฟูป่าไม้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนให้ยุโรป แต่ยังเป็นการกระจายเม็ดเงินและการพัฒนาไปยังกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) อีกด้วย

 


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.